ตัดสินว่าใครควรกินยาลดไขมัน ใช้ภาพสแกนหลอดเลือดแทนสูตรคำนวณได้ไหม การทดลอง 5,772 คนยังตอบไม่ขาด
การทดลอง CorCal ในสหรัฐฯ เทียบการใช้คะแนนแคลเซียมในหลอดเลือดหัวใจจากซีทีสแกน กับเครื่องคำนวณความเสี่ยงแบบเดิม พบอัตราโรคหัวใจเท่ากัน แต่คนที่เห็นภาพสแกนกินยาต่อเนื่องมากกว่าเกือบ 3 เท่า
สรุปใน 3 บรรทัด
- ผู้ใหญ่ 5,772 คนที่ยังไม่เป็นโรคหัวใจถูกสุ่มให้ตัดสินใจเรื่องยาสแตตินด้วยสูตรคำนวณความเสี่ยง หรือด้วยคะแนนแคลเซียมจากซีทีสแกน
- ติดตาม 4.2 ปี เกิดเหตุการณ์โรคหัวใจร้ายแรง 2.7% เท่ากันทั้งสองกลุ่ม แต่กลุ่มซีทีถูกแนะนำให้กินยาน้อยกว่ามาก
- คนที่ถูกแนะนำให้กินยา กลุ่มซีทีกินต่อเนื่อง 62% ส่วนกลุ่มสูตรคำนวณกินต่อเนื่องแค่ 23%
ยาลดไขมันกลุ่มสแตตินเป็นยาที่ช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง แต่คำถามที่แพทย์เจอทุกวันคือ คนที่ยังไม่เคยเป็นโรค ใครบ้างที่ควรเริ่มกินยา ปัจจุบันวิธีที่ใช้กันมากคือสูตรคำนวณความเสี่ยงจากอายุ เพศ ความดัน ไขมัน และการสูบบุหรี่ อีกวิธีคือการตรวจซีทีสแกนหาคะแนนแคลเซียมในหลอดเลือดหัวใจ (CAC) ซึ่งบอกว่ามีคราบหินปูนสะสมอยู่แล้วมากแค่ไหน
การทดลอง CorCal Outcomes ที่นำโดย นพ.โจเซฟ มูห์ลสไตน์ จาก Intermountain Medical Center รัฐยูทาห์ สหรัฐอเมริกา ลองเทียบสองวิธีนี้ตรงๆ ผลนำเสนอในงานประชุมของสมาคมโรคหัวใจยุโรป (ESC Congress 2026)
ทดลองอย่างไร
ทีมวิจัยสุ่มผู้ใหญ่ 5,772 คน อายุเฉลี่ย 64 ปี เป็นผู้หญิง 51% ทุกคนยังไม่เคยเป็นโรคหลอดเลือดแดงแข็ง ไม่เป็นเบาหวาน และไม่เคยกินสแตติน แบ่งเป็นสองกลุ่มเท่าๆ กัน กลุ่มหนึ่งได้คำแนะนำเรื่องยาจากสูตรคำนวณความเสี่ยงแบบเดิม อีกกลุ่มได้คำแนะนำจากคะแนนแคลเซียม ทั้งผู้ป่วยและแพทย์เห็นคำแนะนำ แต่การตัดสินใจสุดท้ายเป็นของพวกเขาเอง แล้วติดตามผลเฉลี่ย 4.2 ปี
ผลที่ได้
อัตราการเกิดเหตุการณ์ร้ายแรง ได้แก่ เสียชีวิต หัวใจวาย หลอดเลือดสมอง หรือต้องทำหัตถการเปิดหลอดเลือด เท่ากันที่ 2.7% ทั้งสองกลุ่ม แต่กลุ่มสูตรคำนวณถูกแนะนำให้เริ่มยามากกว่ากลุ่มซีทีมากกว่า 3 เท่า
ที่น่าสนใจคือการกินยาต่อเนื่อง ในบรรดาคนที่ถูกแนะนำให้กินยา กลุ่มซีทีกินตามแผน 62% ขณะที่กลุ่มสูตรคำนวณกินแค่ 23% คิดเป็นราว 2.7 เท่า ทีมวิจัยคาดว่าการได้เห็นหลักฐานโรคในหลอดเลือดของตัวเองอาจทำให้คนมีแรงจูงใจมากขึ้น แต่การทดลองนี้ยังไม่ได้พิสูจน์เหตุผลนั้น
ข้อควรรู้
การทดลองนี้ไม่ผ่านเกณฑ์ทางสถิติที่ตั้งไว้ล่วงหน้าว่าวิธีซีที “ไม่ด้อยกว่า” วิธีเดิม เหตุการณ์โรคหัวใจเกิดน้อยกว่าที่คาด ทำให้พลังในการตรวจจับความแตกต่างลดลง ทีมวิจัยจึงเรียกผลเรื่องการสั่งยาและการกินยาว่าเป็น “ข้อสันนิษฐาน” ที่ต้องทดสอบในการทดลองที่ใหญ่กว่า ผลนี้นำเสนอในงานประชุมและยังไม่ตีพิมพ์ในวารสารที่ผ่านการตรวจทาน
แหล่งอ้างอิง
ข่าวนี้เขียนใหม่จากข้อเท็จจริงในงานวิจัยและข่าวประชาสัมพันธ์ต้นฉบับ ไม่ใช่การแปลทั้งบทความ เจอข้อผิดพลาด แจ้งเราได้ที่หน้า เกี่ยวกับเรา
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
กินนมเต็มมันเต็มส่วนวันละ 3 ครั้ง น้ำหนักไม่ขึ้น ไขมันในเลือดไม่แย่ลง ในการทดลอง 12 สัปดาห์
ทีมมหาวิทยาลัยโทรอนโตให้ผู้ใหญ่น้ำหนักเกินกินผลิตภัณฑ์นมเต็มมันเต็มส่วนทุกวัน แล้วไม่พบน้ำหนักหรือคอเลสเตอรอลแย่ลงเมื่อเทียบกับกลุ่มที่แทบไม่กินนม แต่การศึกษายังเล็กและสั้น
เจลโปรตีนชนิดใหม่ช่วยสร้างเคลือบฟันคืน ในการทดสอบห้องแล็บ
ทีมมหาวิทยาลัยนอตติงแฮมพัฒนาเจลไร้ฟลูออไรด์ที่ดึงแคลเซียมและฟอสเฟตจากน้ำลายมาเรียงเป็นผลึกแบบเคลือบฟันธรรมชาติ แต่ยังไม่ได้ทดสอบในคนไข้
ใช้ไวรัสปราบเชื้อดื้อยา: เยอรมนีออกแนวทางรักษาด้วยฟาจฉบับแรกที่ครอบคลุม
ผู้เชี่ยวชาญจาก 20 องค์กรวิชาชีพร่วมกันเขียนคำแนะนำกว่า 60 ข้อ ว่าจะเลือก ผลิต และให้ “แบคเทอริโอฟาจ” กับผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยาอย่างไร โดยย้ำว่ายังเป็นทางเลือกเฉพาะราย
งูกัดคร่าชีวิตคนมากกว่าที่คิด งานวิจัยใหม่ประเมินตายปีละสูงสุดกว่า 5 แสนคน
นักวิจัยจากสถาบันเวชศาสตร์เขตร้อนลิเวอร์พูลใช้แบบจำลองเติมช่องว่างของข้อมูลที่หลายประเทศไม่เคยนับ และพบว่าตัวเลขจริงสูงกว่าที่เคยเชื่อกันมาก
ล่าสุด
- ปฏิทินฟ้าเดือน พ.ย. 2569: ฝนดาวตกลีโอนิดส์ ดาวอังคารเคียงดาวพฤหัสฯ และซูเปอร์ฟูลมูน
- ปิดตำนาน 22 ปี กล้องโทรทรรศน์สวิฟต์ของ NASA ตกกลับสู่โลก เหนือเกาะสุมาตรา
- พบร่องรอยโมเลกุลเลือดในเซลล์เม็ดเลือดแดงของไดโนเสาร์อายุ 115 ล้านปี
- NASA เร่งหาทางต่ออายุฮับเบิล ก่อนวงโคจรต่ำจนตกกลับโลกราวปี 2576–2577
- ไขปริศนากบหายไปเมื่อ 40 ปีก่อนในบราซิล ด้วยกบดองในพิพิธภัณฑ์