งูกัดคร่าชีวิตคนมากกว่าที่คิด งานวิจัยใหม่ประเมินตายปีละสูงสุดกว่า 5 แสนคน
นักวิจัยจากสถาบันเวชศาสตร์เขตร้อนลิเวอร์พูลใช้แบบจำลองเติมช่องว่างของข้อมูลที่หลายประเทศไม่เคยนับ และพบว่าตัวเลขจริงสูงกว่าที่เคยเชื่อกันมาก
สรุปใน 3 บรรทัด
- แต่ละปีมีคนถูกงูพิษกัดจนได้รับพิษอย่างน้อย 2.1 ล้านคน และอาจสูงถึง 7 ล้านคน
- เสียชีวิตปีละ 274,000 ถึง 513,000 คน และพิการถาวรอีกกว่า 800,000 คน
- ปัญหาใหญ่คือกว่าครึ่งของประเทศที่มีงูพิษไม่เคยเก็บสถิติเลย
งูกัดเป็นโรคที่องค์การอนามัยโลกจัดให้อยู่ในกลุ่ม “โรคที่ถูกละเลย” และงานวิจัยล่าสุดชี้ว่ามันถูกละเลยหนักกว่าที่คิด ดีลีปา เอดิริวีระ นักวิทยาศาสตร์ข้อมูลสุขภาพจาก Liverpool School of Tropical Medicine ประเทศอังกฤษ และทีม ได้ปรับปรุงการประเมินภาระโรคจากงูกัดทั่วโลกครั้งใหญ่ ต่อจากครั้งก่อนที่ทำไว้ตั้งแต่ปี 2551
ความยากของงานนี้คือข้อมูลหายไปเยอะมาก ทีมวิจัยพบว่ากว่าครึ่งของประเทศที่มีงูพิษไม่ได้นับจำนวนคนถูกงูกัดเลย พวกเขาจึงรวบรวมข้อมูลจากงานศึกษาใน 79 ประเทศที่ตีพิมพ์จนถึงเดือนมีนาคม 2568 แล้วสร้างแบบจำลองทางภูมิสถิติ ที่ใช้ปัจจัยอย่างสภาพอากาศ ความหลากหลายของงูพิษ และสภาพเศรษฐกิจสังคม มาประเมินพื้นที่ที่ไม่มีบันทึก จากนั้นเทียบกับผลสำรวจระดับชุมชนเพื่อหาค่าต่ำสุดและสูงสุด
ผลที่ได้คือ แต่ละปีมีคนได้รับพิษงูอย่างน้อย 2.1 ล้านคน และอาจสูงถึง 7 ล้านคน เสียชีวิตปีละ 274,000 ถึง 513,000 คน ส่วนผู้รอดชีวิตกว่า 800,000 คนต้องอยู่กับความพิการระยะยาว บางคนถึงขั้นต้องตัดอวัยวะ แอฟริกาใต้สะฮาราหนักที่สุด คิดเป็น 45% ของผู้ได้รับพิษและผู้เสียชีวิตทั้งหมด
ปัจจัยที่ทำให้คนเสี่ยงซ้ำๆ ได้แก่ การทำเกษตรโดยเท้าเปล่าหรือไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน การเดินทางยามค่ำคืนโดยไม่มีไฟส่องทาง ระยะทางไกลจากสถานพยาบาล และเซรุ่มแก้พิษงูที่แพงหรือหาไม่ได้
ข้อควรรู้
ตัวเลขทั้งหมดเป็นค่าประเมินจากแบบจำลอง ไม่ใช่การนับจริง จึงมีช่วงกว้าง และขึ้นกับข้อมูลที่มีจำกัดกับตัวแปรแทนอย่างสภาพแวดล้อม ทีมวิจัยเสนอให้ใช้แผนที่ความเสี่ยงนี้วางแผนกระจายเซรุ่ม อบรมบุคลากรสาธารณสุขในชนบท และสนับสนุนเป้าหมายขององค์การอนามัยโลกที่จะลดการตายและพิการจากงูกัดลงครึ่งหนึ่งภายในปี 2573
แหล่งอ้างอิง
- งานวิจัยภาระโรคจากงูกัดทั่วโลก ทีม Liverpool School of Tropical Medicine PLOS Medicine, 2026 · DOI
10.1371/journal.pmed.1005201 - บทความโดย Dileepa Ediriweera ใน The Conversation ผ่าน ScienceDaily (30 ต.ค. 2569)
ข่าวนี้เขียนใหม่จากข้อเท็จจริงในงานวิจัยและข่าวประชาสัมพันธ์ต้นฉบับ ไม่ใช่การแปลทั้งบทความ เจอข้อผิดพลาด แจ้งเราได้ที่หน้า เกี่ยวกับเรา
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ตัดสินว่าใครควรกินยาลดไขมัน ใช้ภาพสแกนหลอดเลือดแทนสูตรคำนวณได้ไหม การทดลอง 5,772 คนยังตอบไม่ขาด
การทดลอง CorCal ในสหรัฐฯ เทียบการใช้คะแนนแคลเซียมในหลอดเลือดหัวใจจากซีทีสแกน กับเครื่องคำนวณความเสี่ยงแบบเดิม พบอัตราโรคหัวใจเท่ากัน แต่คนที่เห็นภาพสแกนกินยาต่อเนื่องมากกว่าเกือบ 3 เท่า
กินนมเต็มมันเต็มส่วนวันละ 3 ครั้ง น้ำหนักไม่ขึ้น ไขมันในเลือดไม่แย่ลง ในการทดลอง 12 สัปดาห์
ทีมมหาวิทยาลัยโทรอนโตให้ผู้ใหญ่น้ำหนักเกินกินผลิตภัณฑ์นมเต็มมันเต็มส่วนทุกวัน แล้วไม่พบน้ำหนักหรือคอเลสเตอรอลแย่ลงเมื่อเทียบกับกลุ่มที่แทบไม่กินนม แต่การศึกษายังเล็กและสั้น
เจลโปรตีนชนิดใหม่ช่วยสร้างเคลือบฟันคืน ในการทดสอบห้องแล็บ
ทีมมหาวิทยาลัยนอตติงแฮมพัฒนาเจลไร้ฟลูออไรด์ที่ดึงแคลเซียมและฟอสเฟตจากน้ำลายมาเรียงเป็นผลึกแบบเคลือบฟันธรรมชาติ แต่ยังไม่ได้ทดสอบในคนไข้
ใช้ไวรัสปราบเชื้อดื้อยา: เยอรมนีออกแนวทางรักษาด้วยฟาจฉบับแรกที่ครอบคลุม
ผู้เชี่ยวชาญจาก 20 องค์กรวิชาชีพร่วมกันเขียนคำแนะนำกว่า 60 ข้อ ว่าจะเลือก ผลิต และให้ “แบคเทอริโอฟาจ” กับผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยาอย่างไร โดยย้ำว่ายังเป็นทางเลือกเฉพาะราย
ล่าสุด
- ปฏิทินฟ้าเดือน พ.ย. 2569: ฝนดาวตกลีโอนิดส์ ดาวอังคารเคียงดาวพฤหัสฯ และซูเปอร์ฟูลมูน
- ปิดตำนาน 22 ปี กล้องโทรทรรศน์สวิฟต์ของ NASA ตกกลับสู่โลก เหนือเกาะสุมาตรา
- พบร่องรอยโมเลกุลเลือดในเซลล์เม็ดเลือดแดงของไดโนเสาร์อายุ 115 ล้านปี
- NASA เร่งหาทางต่ออายุฮับเบิล ก่อนวงโคจรต่ำจนตกกลับโลกราวปี 2576–2577
- ไขปริศนากบหายไปเมื่อ 40 ปีก่อนในบราซิล ด้วยกบดองในพิพิธภัณฑ์